มีน้อง ๆ คนไหนกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 หรือกำลังเตรียมตัวเลื่อนชั้น แล้วกำลังกังวลว่าคณิต ม.6 จะยากมาก ๆ กันอยู่หรือเปล่าา ต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาคณิต ม.6 เป็นเนื้อหาที่ต่อยอดมาจากคณิต ม.4 กับคณิต ม.5 นี่แหละ
โดยสรุปเนื้อหาคณิต ม.6 ที่พี่เอามาฝากวันนี้ก็เป็นเรื่อง ลำดับและอนุกรม นั่นเอง ซึ่งพี่จะมาไขข้อสงสัยว่า ลำดับเลขคณิต, ลำดับเรขาคณิต, อนุกรมเลขคณิต, อนุกรมเรขาคณิต คืออะไร ? รวมถึงมีตัวอย่างโจทย์ วิธีทำ และแบบฝึกหัดให้ดาวน์โหลดฟรีที่ท้ายบทความด้วย ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยยยย
ลำดับและอนุกรม ม.6

ลำดับ
ความหมายของลำดับ
บทนิยาม
ลำดับ (sequence) คือ ฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็นเซต left { 1,2,3,...,n right } หรือมีโดเมนเป็นเซตของจำนวนเต็มบวก
ในการเขียนแสดงลำดับ
เรียก a_{1} ว่า พจน์ที่ 1 ของลำดับ
เรียก a_{2} ว่า พจน์ที่ 2 ของลำดับ
เรียก a_{3} ว่า พจน์ที่ 3 ของลำดับ
vdots
และเรียก a_{n} ว่า พจน์ที่ n ของลำดับ หรือพจน์ทั่วไปของลำดับ
ตัวอย่างที่ 1 จงเขียนสี่พจน์แรกของลำดับ a_{n}= 2n+1
วิธีทำ
\a_{1}= 2left ( 1 right )+1= 3 \ a_{2}= 2left ( 2 right )+1= 5 \ a_{3}= 2left ( 3right )+1= 7 \ a_{4}= 2left ( 4 right )+1= 9ดังนั้น สี่พจน์แรกของลำดับ คือ 3, 5, 7, 9
ลำดับจำกัดและลำดับอนันต์
ลำดับจำกัด (finite sequence) คือ ลำดับที่มีโดเมนเป็นเซต left { 1,2,3,...,n right } ซึ่งเขียนแสดงลำดับจำกัด ด้วย a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n}
ลำดับอนันต์ (infinite sequence) คือ ลำดับที่มีโดเมนเป็นเซตของจำนวนเต็มบวก ซึ่งเขียนแสดงลำดับอนันต์ ด้วย a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n},...
ลำดับเลขคณิต
บทนิยาม
ลำดับเลขคณิต (arithmetic sequence) คือ ลำดับซึ่งมีผลต่างที่ได้จากการนำพจน์ที่ n+1 ลบด้วยพจน์ที่ n เป็นค่าคงตัวที่เท่ากัน
สำหรับทุกจำนวนเต็มบวก n และเรียกค่าคงตัวที่เป็นผลต่างนี้ว่า ผลต่างร่วม (common difference:d)
ถ้าลำดับ a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n}เป็นลำดับเลขคณิต แล้ว d=a_{n+1}-a_{n} สำหรับทุกจำนวนเต็มบวก n
ตัวอย่างที่ 2 จงหาผลต่างร่วม (d) ของลำดับเลขคณิตต่อไปนี้
1) 2,5,8,…
จะได้ว่า d=3
2) 2,2,2,…
จะได้ว่า d=0
3) 15,10,5,0,…
จะได้ว่า d=-5
สูตรพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต
ให้ a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n} เป็นลำดับเลขคณิต จะมีพจน์ทั่วไปของลำดับ คือ
a_{n}=a_{1}+left ( n-1 right )d
ตัวอย่างที่ 3 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต 3,7,11,…
วิธีทำ
จาก a_{1}=3 และ a_{2}=7
จะได้ว่า d=a_{2}-a_{1}=7-3=4
จาก a_{n}=a_{1}+left ( n-1 right )d
จะได้ว่า
ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต 3,7,11,… คือ a_{n}=4n-1
ลำดับเรขาคณิต
บทนิยาม
ลำดับเรขาคณิต (geometric sequence) คือ ลำดับซึ่งมีอัตราส่วนของพจน์ที่ n+1 ต่อพจน์ที่ n เป็นค่าคงตัวที่เท่ากัน สำหรับทุกจำนวนเต็มบวก n และเรียกค่าคงตัวที่เป็นอัตราส่วนนี้ว่า อัตราส่วนร่วม (common ratio: r)
ถ้าลำดับ a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n} เป็นลำดับเรขาคณิต แล้ว r=frac{a_{n+1}}{a_{n}} สำหรับทุกจำนวนเต็มบวก n
ตัวอย่างที่ 4 จงหาอัตราส่วนร่วม (r) ของลำดับเรขาคณิตต่อไปนี้
1) 2,4,8,…
จะได้ว่า r=2
2) frac{1}{3},frac{1}{9},frac{1}{27},...
จะได้ว่า r=frac{1}{3}
3) 3,3,3,…
จะได้ว่า r=1
สูตรพจน์ทั่วไปของลำดับเรขาคณิต
ให้ a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n} เป็นลำดับเรขาคณิต จะมีพจน์ทั่วไปของลำดับ คือ
a_{n}=a_{1}r^{n-1}
ตัวอย่างที่ 5 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเรขาคณิต 1,4,16,…
วิธีทำ
จาก a_{1}=1 และ a_{2}=4
จะได้ว่า r=frac{a_{2}}{a_{1}}=frac{4}{1}=4
จาก a_{n}=a_{1}r^{n-1}
จะได้ว่า a_{n}=(1)(4)^{n-1}
a_{n}=4^{n-1}ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับเรขาคณิต 1,4,16,… คือ a_{n}=4^{n-1}

ลิมิตของลำดับอนันต์
ความหมายของลิมิตของลำดับอนันต์
บทนิยาม
ให้ a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n},... เป็นลำดับอนันต์ ถ้า n มากขึ้นโดยไม่มีที่สิ้นสุด
แล้ว a_{n} เข้าใกล้หรือเท่ากับจำนวนจริง L เพียงจำนวนเดียวเท่านั้น จะเขียน
a_{n}=L และจะเรียก L ว่า ลิมิตของลำดับ
ลำดับลู่เข้า คือ ลำดับอนันต์ที่มีลิมิต และลำดับลู่ออก คือ ลำดับอนันต์ที่ไม่ใช่ลำดับลู่เข้า
ตัวอย่างที่ 6 จงพิจารณาว่าลำดับต่อไปนี้เป็นลำดับลู่เข้าหรือลำดับลู่ออก
1) 3,3,3,…
ตอบ เป็นลำดับลู่เข้า
2) -6,-3,0,…
ตอบ เป็นลำดับลู่ออก
3) a_{n}=frac{1}{4n}
ตอบ เป็นลำดับลู่เข้า
สมบัติของลิมิตของลำดับอนันต์
ให้ a_{n},b_{n},t_{n} เป็นลำดับของจำนวนจริง A,B เป็นจำนวนจริง และ c เป็นค่า
คงตัวใด ๆ โดยที่
a_{n}=A และ
b_{n}=B จะได้ว่า
• ถ้า t_{n}=c ทุกจำนวนเต็มบวก n แล้ว
t_{n}=
c=c
•
ca_{n}=c
a_{n}=cA
•
left ( a_{n}pm b_{n} right )=
a_{n}pm
b_{n}=Apm B
•
left ( a_{n}cdot b_{n} right )=
a_{n}cdot
b_{n}=Acdot B
• ถ้า b_{n}neq 0 ทุกจำนวนเต็มบวก n และ Bneq 0 แล้ว 
• ให้ m เป็นจำนวนเต็มที่มากกว่า 1 แล้ว ![]()
ตัวอย่างที่ 7 จงหาลิมิตของลำดับ เมื่อ a_{n}=frac{3n-2}{n}
วิธีทำ
left ( frac{3n-2}{n} right )
=
left ( frac{3n}{n} -frac{2}{n}right )
=
frac{3n}{n}-
frac{2}{n}
=
3 -
frac{2}{n}
=3-0=3
อนุกรมจำกัด
ความหมายของอนุกรมจำกัด
บทนิยาม
ถ้า a_{1},a_{2},a_{3},...,a_{n} เป็นลำดับจำกัดที่มี n พจน์ จะเรียกการเขียนแสดงการบวกของทุกพจน์
ของลำดับในรูป a_{1}+a_{2}+a_{3}+cdots+a_{n} ว่า อนุกรมจำกัด (finite series)
เราจะเรียก a_{n} ว่า พจน์ที่ n ของอนุกรม และให้ S_{n} แทนผลบวก n พจน์แรกของอนุกรม
พิจารณาลำดับต่อไปนี้
1,3,5,7,9,11จะได้ว่า
S_{6}=a_{1}+a_{2}+a_{3}+a_{4}+a_{5}+a_{6}
=1+3+5+7+9+11
=36
อนุกรมเลขคณิต

จากสองสูตรของอนุกรมเลขคณิต จะเห็นว่าสูตรแรกเราจะใช้เมื่อเราทราบพจน์แรกและพจน์ที่ n ส่วนสูตรที่สองเราจะใช้เมื่อไม่ทราบพจน์ที่ n
ตัวอย่างที่ 8 จงหาผลบวกของอนุกรมเลขคณิต 4+7+10+cdots +31
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 หาค่า n
จาก a_{1}=4,a_{n}=31 และ d=7-4=3
จากสูตรพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิตคือ a_{n}=a_{1}+left ( n-1 right )d
จะได้ว่า
ขั้นตอนที่ 2 หาผลบวกของอนุกรมเลขคณิต
จากสูตรอนุกรมเลขคณิต S_{n}=frac{n}{2}left ( a_{1}+a_{n} right )
จะได้ว่า S_{10}=frac{10}{2}left ( 4+31 right )=5(35)=175
อนุกรมเรขาคณิต

น้องจะเห็นว่าสูตรเรขาคณิตมี 2 สูตรซึ่งเราแยกออกมาเป็น 2 สูตรเพื่อให้ตัวส่วนเป็นบวกและง่ายต่อการคิด แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจำสูตรเดียวได้เลยน้า ได้ค่าเท่ากันเลย
ตัวอย่างที่ 9 จงหาผลบวกของอนุกรมเรขาคณิต 800+400+200+cdots +25
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 หาค่า n
จาก a_{1}=800 และ r=frac{400}{800}=frac{1}{2}
จากสูตรพจน์ทั่วไปของลำดับเรขาคณิตคือ a_{n}=a_{1}r^{n-1}
จะได้ว่า
5=n-1
n=6
ขั้นตอนที่ 2 หาผลบวกของอนุกรมเรขาคณิต
จากสูตรอนุกรมเรขาคณิต S_{n}=frac{a_{1}(1-r^{n})}{1-r}
จะได้ว่า S_{6}=frac{800(1-(frac{1}{2})^{6})}{1-frac{1}{2}}=frac{800(frac{63}{64})}{frac{1}{2}}=1575
อนุกรมอนันต์
ความหมายของอนุกรมอนันต์
อนุกรมอนันต์ คือ อนุกรมของลำดับอนันต์
กำหนดอนุกรมอนันต์ a_{1}+a_{2}+a_{3}+cdots +a_{n}+cdots
ให้ S_{1},S_{2},S_{3},...,S_{n},... เป็นลำดับของผลบวกย่อยของอนุกรมนี้
อนุกรมลู่เข้า ก็ต่อเมื่อ S_{n} เป็นลำดับลู่เข้า หรือกล่าวได้ว่า
S_{n}=S เมื่อ S เป็นจำนวนจริง
และเรียก S ว่าผลบวกของอนุกรมอนันต์
อนุกรมลู่ออก ก็ต่อเมื่อ S_{n} เป็นลำดับลู่ออก หรือกล่าวได้ว่า
S_{n} ไม่มีค่า
อนุกรมเรขาคณิตอนันต์

ตัวอย่างที่ 10 จงพิจารณาว่าอนุกรม 1+frac{1}{3}+frac{1}{9}+cdots +frac{1}{3^{n-1}}+cdots เป็นอนุกรมลู่เข้าหรืออนุกรมลู่ออก ถ้าเป็นอนุกรมลู่เข้า จงหาผลบวกของอนุกรม
วิธีทำ
พิจารณา 1+frac{1}{3}+frac{1}{9}+cdots +frac{1}{3^{n-1}}+cdots
จะได้ว่า r=frac{1}{3} ซึ่ง left | r right |=left | frac{1}{3} right |=frac{1}{3}<1
ดังนั้น อนุกรมนี้เป็นอนุกรมลู่เข้า
โดยผลบวกของอนุกรมเท่ากับ frac{a_{1}}{1-r}=frac{1}{1-frac{1}{3}}=frac{1}{frac{2}{3}}=frac{3}{2}
อนุกรมรูปแบบพิเศษ
อนุกรมเทเลสโคปิก
อนุกรมเทเลสโคปิก คือ อนุกรมที่สามารถจัดให้อยู่ในรูปของ a_{n}-a_{n+1} ได้ ให้น้อง ๆ จัดรูปให้เป็นเศษส่วนย่อย โดยมีสูตรคือ
frac{1}{ab}=(frac{1}{b-a})(frac{1}{a}-frac{1}{b})
เราลองไปดูการหาผลบวกของอนุกรมเทเลสโคปิก และใช้สูตรผ่านตัวอย่างต่อไปนี้กัน
ตัวอย่างที่ 11 จงหาผลบวกของอนุกรม frac{1}{3times 6}+frac{1}{6times 9}+frac{1}{9times 12}+cdots +frac{1}{27times 30}
วิธีทำ frac{1}{3times 6}+frac{1}{6times 9}+frac{1}{9times 12}+cdots +frac{1}{27times 30}
=(frac{1}{3})(frac{1}{3}-frac{1}{6})+(frac{1}{3})(frac{1}{6}-frac{1}{9})+(frac{1}{3})(frac{1}{9}-frac{1}{12})+cdots +(frac{1}{3})(frac{1}{27}-frac{1}{30})
=(frac{1}{3})[(frac{1}{3}-frac{1}{6})+(frac{1}{6}-frac{1}{9})+(frac{1}{9}-frac{1}{12})+cdots +(frac{1}{27}-frac{1}{30})]
=(frac{1}{3})(frac{1}{3}-frac{1}{30})
=(frac{1}{3})(frac{9}{30})
=frac{1}{10}
อนุกรมผสม
อนุกรมผสมมีหลายรูปแบบ เช่น อนุกรมผสมระหว่างอนุกรมเลขคณิตกับอนุกรมเรขาคณิต อนุกรมผสมระหว่างอนุกรมเลขคณิตกับอนุกรมอนันต์ เป็นต้น และด้วยรูปแบบที่ไม่ตายตัวของอนุกรมผสม ทำให้วิธีการหาค่าของอนุกรมผสมมีหลากหลาย แต่ไม่ยากเกินความสามารถน้อง ๆ แน่นอนนน
ตัวอย่างที่ 12 จงหาผลบวกของอนุกรม frac{1}{2}+frac{3}{4}+frac{5}{8}+frac{7}{16}+frac{9}{32}+frac{11}{64}
วิธีทำ กำหนดให้ S=frac{1}{2}+frac{3}{4}+frac{5}{8}+frac{7}{16}+frac{9}{32}+frac{11}{64}
นำ frac{1}{2} คูณทั้งสองข้างของสมการ
จะได้ว่า frac{1}{2}S=frac{1}{4}+frac{3}{8}+frac{5}{16}+frac{7}{32}+frac{9}{64}+frac{11}{128}
ดังนั้น
S-frac{1}{2}S=left (frac{1}{2}+frac{3}{4}+frac{5}{8}+frac{7}{16}+frac{9}{32}+frac{11}{64} right )-left (frac{1}{4}+frac{3}{8}+frac{5}{16}+frac{7}{32}+frac{9}{64}+frac{11}{128} right ) frac{1}{2}S=frac{1}{2}+frac{2}{4}+frac{2}{8}+frac{2}{16}+frac{2}{32}+frac{2}{64}-frac{11}{128}เนื่องจาก frac{2}{4}+frac{2}{8}+frac{2}{16}+frac{2}{32}+frac{2}{64} เป็นอนุกรมเรขาคณิตที่มี a_{1}=frac{2}{4}=frac{1}{2},r=frac{1}{2} และ n=5
และผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต คือ S_{n}=frac{a_{1}(1-r^{n})}{1-r}
ดังนั้น
frac{2}{4}+frac{2}{8}+frac{2}{16}+frac{2}{32}+frac{2}{64}=frac{frac{1}{2}(1-(frac{1}{2})^{5})}{1-frac{1}{2}}=frac{31}{32}จะได้ว่า frac{1}{2}S=frac{1}{2}+frac{31}{32}-frac{11}{128}=frac{177}{128}
ดังนั้น S=(frac{177}{128})(2)=frac{177}{64}
สัญลักษณ์แสดงการบวก
เพื่อความสะดวกในการเขียนอนุกรม เราจะใช้อักษรกรีก sum (อ่านว่า ซิกมา) เป็นสัญลักษณ์แสดงการบวก
สามารถเขียนได้เป็น sum_{i=1}^{n}a_{i} หรือ sum_{i=1}^{infty }a_{i} แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแปร i น้า และสามารถเริ่มต้นที่ใด ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ 1 เช่น sum_{n=0}^{3}(n+2)=2+3+4+5
สมบัติของซิกมา
กำหนดให้ n เป็นจำนวนเต็มบวกใด ๆ จะได้ว่า
1) sum_{i=1}^{n}c=nc เมื่อ c เป็นค่าคงตัว
2) sum_{i=1}^{n}ca_{i}=csum_{i=1}^{n}a_{i}เมื่อ c เป็นค่าคงตัว
3) sum_{i=1}^{n}(a_{i}pm b_{i})=sum_{i=1}^{n}a_{i}pm sum_{i=1}^{n}b_{i}
จากสมบัติของซิกมา จะเห็นว่าเราสามารถกระจายซิกมาเข้าไปในการบวกและลบได้ แต่เราไม่สามารถกระจายเข้าไปในการคูณและการหารได้ ระวังด้วยน้า
ตัวอย่างที่ 13 จงหา sum_{i=1}^{4}(i^{2}-i)
วิธีทำ sum_{i=1}^{4}(i^{2}-i)=sum_{i=1}^{4}i^{2}-sum_{i=1}^{4}i
=(1+4+9+16)-(1+2+3+4)
=30-10
=20
ดอกเบี้ยและมูลค่าเงิน
ในบทนี้ เราสามารถนำความรู้เรื่องลำดับและอนุกรมมาประยุกต์ใช้ในการคิดดอกเบี้ยและมูลค่าเงินได้ด้วย ลองไปดูกันเลย
ดอกเบี้ยทบต้น


เราจะใช้ทั้งสองสูตรนี้ในการคำนวณหาเงินรวม โดยสูตรที่ต่างกันขึ้นกับว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้นปีละ 1 ครั้ง หรือปีละหลายครั้ง
มูลค่าของเงิน

ค่างวด
เงินฝาก

ถ้ารวมเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเรียกว่า เงินรวม ใช้ในเรื่องการฝากประจำ
จากรูป เงินรวมของต้นงวด: R(1+r)+R(1+r)^{2}+R(1+r)^{3}+R(1+r)^{4}
เงินรวมของสิ้นงวด: R+R(1+r)+R(1+r)^{2}+R(1+r)^{3}
ลองไปดูการคิดเงินรวมจากตัวอย่างต่อไปนี้กัน
ตัวอย่างที่ 14 จอร์จเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยฝากธนาคารทุกต้นเดือน อยากทราบว่าเมื่อสิ้นเดือนที่ 6 จอร์จจะมีเงินเก็บเท่าใด หากธนาคารคิดดอกเบี้ย 24% ต่อปี และดอกเบี้ยคิดทบต้นทุกเดือน
วิธีทำ i=frac{24}{12}=2 จะได้ i=frac{2}{100}=0.02
S_{6}=frac{2000(1.02)(1.02^{6}-1)}{1.02-1}=12,868.57ดังนั้น จอร์จจะมีเงินเก็บ 12,868.57 บาท
ตัวอย่างที่ 15 จุ้ยเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยฝากธนาคารทุกสิ้นเดือน อยากทราบว่าเมื่อสิ้นเดือนที่ 6 จุ้ยจะมีเงินเก็บเท่าใด หากธนาคารคิดดอกเบี้ย 6 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดทบต้นทุกเดือน
วิธีทำ i=frac{24}{12}=2 จะได้ i=frac{2}{100}=0.02
S_{6}=frac{2000(1.02^{6}-1)}{1.02-1}=12,616.24
ดังนั้น จุ้ยจะมีเงินเก็บ 12,616.24 บาท
จากตัวอย่างที่ 14 และ 15 เราจะได้ว่าการฝากเงินที่เงินฝาก ระยะเวลาการฝาก ดอกเบี้ยเท่ากัน แต่ช่วงเวลาในการฝากต่างกัน คือต้นงวดและสิ้นงวด จะได้เงินรวมที่ไม่เท่ากัน
เงินผ่อน

ถ้ารวมเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเรียกว่า มูลค่าปัจจุบันของเงินผ่อนทั้งหมดใช้ในเรื่องการผ่อนสินค้า
เช่น เงินผ่อนของต้นงวด : R+R(1+r)^{-1}+R(1+r)^{-2}+R(1+r)^{-3}
เงินผ่อนของสิ้นงวด : R(1+r)^{-1}+R(1+r)^{-2}+R(1+r)^{-3}+R(1+r)^{-4}
ดูคลิปติวฟรี ลำดับและอนุกรม ม.6
คลิปติว ลำดับและอนุกรม ม.6 จาก SmartMathPro
ลำดับและอนุกรม Part 1/2
ลำดับและอนุกรม Part 2/2
ลำดับและอนุกรม (สรุปเนื้อหา)
ติดตามคลิปติวฟรีอื่น ๆ จากพี่ปั้น ได้ทาง YouTube Channel : SmartMathPro
เป็นยังไงบ้างง สำหรับสรุปเนื้อหาเรื่องลำดับและอนุกรม ม.6 ที่พี่เอามาฝากทุกคน อย่างที่น้อง ๆ เห็นด้านบนเลยว่าเรื่องนี้สามารถเอาไประยุกต์ใช้ในการคิดดอกเบี้ยและมูลค่าเงินได้ด้วย ทำให้เวลาทำโจทย์อาจจะต้องอาศัยการวิเคราะห์ประมาณหนึ่ง พี่แนะนำว่าให้ทบทวนโดยการทำโจทย์บ่อย ๆ น้า จะได้คล่องมือ ใครไม่รู้จะไปหาโจทย์จากไหนมาฝึกก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อสอบลำดับและอนุกรม ม.6 กันได้เลยย
ส่วนน้อง ๆ ที่คิดว่าตัวเองยังไม่แม่นเนื้อหาบทนี้ ฝึกทำโจทย์แล้วก็ยังไม่เข้าใจ แนะนำให้ทบทวนบทที่ควรรู้ก่อนเรียนอย่างบทเลขยกกำลังหรือฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียลและลอการิทึมเพิ่ม อาจจะช่วยทำให้เข้าใจในเรื่อง ลำดับและอนุกรมมากขึ้น ค่อย ๆ ทบทวนไป พี่เชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอนน !!
แต่ถ้าใครยังกังวล กลัวว่าถ้าทบทวนเองแล้วจะไม่เข้าใจ จนทำให้เรียนบทอื่นต่อไม่ได้ อยากได้คนช่วยไกด์ พี่ขอแนะนำคอร์สติวคณิตศาสตร์ ม.4 – 6 แบบบุฟเฟต์สำหรับเสริมเกรด จาก SmartMathPro เลยย สมัครครั้งเดียวคุ้มมากกเรียนได้จนจบม.6 พร้อมส่วนลดสูงสุด 35% โดยในคอร์ส พี่ปูพื้นฐานละเอียด เจาะลึกเฉพาะบท อิงตามหลักสูตร สสวท. ใครพื้นฐานไม่ดีก็เรียนได้สบายมากใครสนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมก็ คลิก ได้เลย
